แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังสือ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังสือ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เสพงานเขียนประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2560

จากเป้าหมาย 100 เล่มในปี 2560 ผ่านเดือนมกราคม อ่านได้ 4 เล่ม ถือว่ายังห่างไกลเป้านัก  มาดูเดือนนี้กันบ้างว่าจะอ่านเล่มไหน กันบ้างครับ

5.  -  
นิยายเล่มนี้อ่านนานมาก เนื้อหาสนุก ผูกปม และ คลาย ทำให้คิด อันไหนจริง อันไหนเท็จ มาบทหลังๆยิ่งอ่านยิ่งวางไม่ลง 



6. ระบำเมถุน - 

อ่านจบเล่มแล้ว เนื้อเรื่องไม่เรียงลำดับ หลายจุดที่ต้องขบคิด ตอนนี้ไล่เก็บนิยายของพี่ม่อนย้อนอยู่ เพราะอ่านอย่างไม่เรียงเล่มเช่นกัน หลายๆครั้งเหมือนอ่านนิยายเล่มเดัยวกันเพียงแต่คนละมุมมอง และหลายๆครั้งก็คิดว่าหรือนี่เอามาจากชีวิตจริงของนักเขียนท่านนี้

7. จุงกิง เซ็กซ์เพรส - 
เป็นนิยายขนาดสัน พล็อตดี นำเสนอในรูปแบบทีแปลกใหม่

เสพงานเขียนประจำเดือนมกราคม 2560

ปีนี้ผมได้ตั้งเป้าหมายชีวิตไว้อย่างนึง เพื่อ กระตุ้นการอ่านหนังสือของผม เพราะช่วงที่ผ่านมาหลังจากเรียนจบปริญญาตรีนั้น ผมก็แทบจะไม่ได้จริงจังกับเรื่องของการอ่านหนังสือเลยก็ว่าได้ เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์และพัฒนาความคิด อีกทั้งอยากเป็นตัวอย่างเรื่องการอ่านให้ลูกได้เห็น ปีนี้ผมจึงตั้งเป้าหมายว่าจะต้องอ่านหนังสือให้ได้อย่างน้อย 100 เล่ม 

ในเดือนมกราคมนี้ ถือว่าเป็นการเปิดศักราชใหม่ มาดูกันเลยครับว่าผมได้อ่านเล่มไหนไปบ้างแล้ว

1. คำพิพากษา - ชาติ กอบจิตติ
หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลซีไรต์ ปี 2525 เล่มนี้ผมอ่านต่อเนื่องมาจากปลายปีที่แล้ว เนื้อหาสะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ในยุคของผู้เขียนแต่กลับพบได้แทบทุกที่ในสังคมยุคปัจจุบัน กี่คนแล้วต้องเสียคนไปเพราะลมปากและการตัดสินจากลมปากของคนอื่น นี่แหละนิยายแห่งสัจธรรม

2. เขียนไปให้สุดฝัน - วินทร์ เลียววาริณ
เป็นการแชร์ประสบการณ์ที่ดีมาก เล่มนี้ผมอยากอ่านเพราะผมอยากเข้าใจงานเขียน และหลังจากผมอ่านจบมันทำให้ผมเห็นภาพของงานเขียนลึกขึ้นจริงๆ และคาดว่าในอนาคตคงได้กลับมาอ่านเล่มนี้อีกแน่นอน
3. โยดายาบอย - 

คิดดี มีสุข ทำดี มีทรัพย์ - 

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เสพงานเขียนประจำเดือนธันวาคม 2559

เดือนนี้เป็นเดือนส่งท้ายปี มีโอกาสได้เสพงานเขียนบางส่วนจากหลายๆชิ้นงานที่เคยสะสมมา เดือนนี้จัดไป 5 เล่ม พอทำเนา
1.หัวใจนักเขียน ผู้เขียน: อุทิศ เหมะมูล 
อ่านอุทิศ อ่านหัวใจนักเขียน ไม่ใช่หนังสือคู่มือแนะนำการเขียนแต่เป็นคู่มือที่แนะนำนักเขียนคนนึงที่ได้ผ่านพบกับประสบการณ์ต่างๆอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก และวัตถุดิบเหล่านี้ได้ถูกแปรสภาพให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์งานเขียนที่มีเอกลักษณ์ในหลายๆเล่มของเขา

2.มะละกาไม่มีทะเล ผู้เขียน: จเด็จ กำจรเดช

มะละกา คือช่องแคบ แต่การอ่านหนังสือเล่มนี้มิได้ทำให้ความคิดแคบลง เรื่องสั้นแต่ละเรื่องล้วนมีความหมาย สอดแทรกอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ความจริงที่เกิดขึ้นอยู่ทั่วไป บนโลกของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสังคมใกล้ตัวของเราที่เรากำลังเผชิญอยู่ ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบเรื่องสั้นต่างๆได้อย่างลงตัว

3.จิบพม่า ตามหาจอร์จ ออร์เวล์ : ประวัติศาสตร์ระหว่างบรรทัดในร้านน้ำชา
แปลจากหนังสือ: Finding George Orwell in Burma ผู้เขียน: Emma Larkin ผู้แปล: สุภัตรา ภูมิประภาส

ได้กลิ่นพม่าหอมๆขื่นๆ ลอยมาจากการอ่าน เป็นหนังสือที่นักเขียนเดินทางตามรอยนิยายชื่อดังของจอร์จ ออร์เวลล์ ให้ความรู้สึกเหมือนกับการอ่านซ้อนอ่านของความคิดซ้อนความคิด จากผู้เขียนนิยายสู่ผู้เขียนหนังสือสู่ผู้แปลหนังสืออีกทอดนึง บางทีก็แยกไม่ออกว่าประโยคที่อ่านนั้นเป็นความรู้สึกของใครกันแน่ในสามคนข้างต้น แต่ทุกคนล้วนให้ความรู้สึกเดียวกันคือการเอารัดเอาเปรียบจากผู้มีอำนาจที่เหนือกว่

4.ไม่นานเกินรอ ผู้เขียน: รงค์ วงษ์สวรรค์

ถ้อยคำเสียดสี ไม่หยาบ ไม่คาย หากใช้ความรู้สึกเป็นตัวช่วยในการอ่าน ทุกเรื่องล้วนเป็นความจริง ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งแต่ในยุคของผู้เขียน จนกระทั่งล่วงมาถึงยุคของผู้อ่าน และคงไม่พ้นที่จะเลยไปสู่ยุคต่อๆไป งานเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ ทักษะระดับปรมารจารย์ นับว่าช่วยยกระดับความคิดของผู้อ่านได้เป็นอย่างดี

5.คำพิพากษา ผู้เขียน: ชาติ กอบจิตติ

กำลังอ่านอยู่

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เลนส์เก่าในกรอบแว่นใหม่


ผมเริ่มมองกระดานที่อาจารย์สอนไม่ชัด เริ่มปวดตา เริ่มปวดหัว เริ่มอ่านหนังสือไม่ค่อยเห็น ผมจะเป็นอะไรร้ายแรงมั้ยเนี่ย??

ผมเลยไปหาหมอ ได้ข้อสรุปว่า ผมสายตาสั้นครับ!!!!

ผมจึงเยียวยาอาการสายตาสั้นโดย การหากรอบพลาสติกที่มีแผ่นแก้วบางๆยัดอยู่ในห่วงสองห่วง ที่มีขาสองขาเหยียดยื่นเป็นคู่ขนาน และปลายเท้าทั้งสองของเจ้าหล่อนงอนเรียวเอาไว้เกี่ยวหู หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า แว่นตา นั่นเองครับ

ผมจึงไปร้านแว่นเพื่อตัดแว่นครับ 

ร้านแว่นทั่วๆไป ก็จะมีสาวๆขาวๆสวยๆหุ่นดีๆแต่งตัวรัดๆนิดๆ อิๆ หรือที่ผมเรียกว่า พริตตี้แว่น ซึ่งหน้าที่หลักของเค้าจะคอยบริการเราต่างๆ ตั้งแต่เสิร์ฟน้ำ วัดสายตา และหน้าที่สำคัญคือ การเชียร์แว่น ซึ่งคล้ายๆกับสาวเชียร์เบียร์แหละครับ 

โดยปกติแล้ว การเชียร์แว่นนั้น ก็จะมีโปรโมชั่นที่ยั่วยวยใจเหล่านักซื้อกันอยู่ทั้งปี แตกต่างกันไปตามฤดูกาล เช่น มาสองจ่ายหนึ่ง(มาตัดแว่นกับแฟนสองคนแต่ผมจ่ายคนเดียว) หรือลด 99% ทั้งร้าน(ผมดันไปเลือก 1 % ที่เหลือ เฮ้อออ) ซึ่งผมโชคดีมากครับจึงได้รับสมนาคุณทั้งสองโปรโมชั่นข้างต้น

ครั้งแรกที่ผมตัดแว่นนั้น ผมอยู่เมืองหลวงศิวิไลซ์ ร้านแว่นที่ผมเข้าก็ศิวิไลซ์ กรอบแว่นตาก็ศิวิไลซ์ ส่วนราคาที่ซื้อก็ศิวิไลซ์เช่นกัน เกือบหมื่น T_T

ตอนเลือกเราก็คิดว่าเลือกมาดีแล้ว หล่อแล้ว เท่แล้ว เข้ากับรูปร่างหน้าตา และทรงผมแล้ว แต่พอมาใส่จริงวันแรก ใส่ได้ไม่ถึงห้านาทีครับ ต้องถอดและเก็บเข้ากล่อง เพราะแว่นมันแคบและบีบหัวผมจนปวดหัวหนักกว่าตอนไม่ใส่แว่นอีก

ตอนนั้นในใจก็คิดว่าไม่เป็นไรแว่นเราศิวิไลซ์ยังไงก็เอาไปให้ร้านแก้ไขให้ได้แน่ๆ 

พอมาถึงร้าน พริตตี้แว่นคนสวยก็บอกว่า รุ่นนี้เป็นรุ่นพิเศษค่ะ แก้ไขกรอบแว่นไม่ได้ค่ะ

เสียงหวานเชือกเฉือนไปถึงหัวใจ สายตาที่มัวหมอง กับชัดแจ่มขึ้นมาอย่างอัศจรรย์ เมื่อมองไปในใบเสร็จรับเงินที่ได้รับมาตอนเราซื้อแว่น เกือบหมื่น T_T

หลังจากนั้นแว่นตาอันแรกของผมก็เก็บไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความศิวิไลซ์และไม่ได้ใช้อีกเลย

จนเมื่อผมต้องมาเริ่มชีวิตทำงานที่ใหม่

ผมต้องใช้คอมพิวเตอร์บ่อยขึ้นและเมื่อผมมองหน้าจอคอมบ่อยๆภาพมันก็เบลอเยอะขึ้น ปวดหัวมากขึ้น ผมจึงตัดสินใจเข้าร้านตัดแว่น เพื่อหา พริตตี้แว่น เชียร์แว่นโดยมีโปรโมชั่นดีๆ เป็นตัวยั่วยวนให้ผมซื้อแว่นใหม่อีกครั้ง

คราวนี้รา้นที่ผมเข้าไม่ได้ศิวิไลซ์เหมือนครั้งแรก แต่เป็นร้านเล็กๆ เหมือนร้านแนวครอบครัว ทางเดินระหว่างร้าก็จะมีลูกเจ้าของร้านนอนอยู่ ใช่ครับลูกเจ้าของร้านจริงๆ และเค้าดันนอนขวางตรงที่วางกรอบแว่นที่ผมจะเลือกพอดี

ผมเลยสะกิดน้องเค้าด้วยปลายเท้า เพื่อให้น้องเค้าตื่นและหลีกทางให้ผม นั่นแค่ในความคิดครับ

ส่วนความจริงผมบอกเจ้าของร้านซึ่งอยู่ใกล้ๆน้องเค้าว่าจะขอดูกรอบแว่นตรงนี้แต่น้องเค้านอนขวางอยู่ครับ เจ้าของร้านจึงตะโกนเรียกเมียเจ้าของร้านที่อยู่หลังบ้านมาให้อุ้มลูกออกไป แมนมากครับพี่

ครั้งนี้ผมได้แว่นที่สบายใจ ใส่สบายตา ไม่คับตอนสวมใส่สบายหัว และราคาที่สบายๆ สองพันกว่าบาท

จนล่วงเลยมาประมาณหนึ่งปี

วันนั้นเอาแว่นตาใส่กระเป๋ากางเกงและเดินออกมาจากห้องน้ำที่ประตูจะมีกลไกอัตโนมัติปิดได้เอง

แกร็ก...เสียงอะไรดังเหมือนมาจากกระเป๋ากางเกง

พอผมก้มลงไปดูเท่านั้นแหละครับ ขาเรียวๆสวยๆข้างหนึ่งของน้องแว่นที่ผมรัก หลุดลงไปกองอยู่กับพื้นห้องน้ำซะแล้ว เพราะโดนประตูอัตโนมัติเกี่ยว

นี่ผมจะต้องตัดแว่นใหม่อีกแล้วหรือนี่

ผมเลยถามเพื่อนๆผู้มีประสบการณ์ด้านแว่นวิทยา ที่ชำนาญ เชี่ยวชาญและอยู่ในวงการนี้มานานกว่าผม จึงได้เคล็ดลับว่า ลองไปหาขาแว่นมาเปลี่ยนสิทำได้นะ

ปกติที่โคนขาแว่นจะมีสกรูตัวเล็กๆที่ต้องใช้ที่ขันสกรูตัวเล็กกว่า เป็นตัวยึดขาให้ติดกับลำตัวของแว่น หากขาแว่นที่ขนาดใกล้เคียงกันก็สามารถใส่แทนกันได้

ผมจึงออกตระเวนไปในท้องตลาดท้องถิ่นแถวบ้าน เพื่อตระเวนหาขาแว่นใหม่มาแทนขาเดิมที่ขาดอย่างไม่มีเยื่อไยอันดีแก่กัน โดยผมพกที่ขันสกรูตัวเล็กกว่ามาด้วยเพื่อจะได้ลองเปลี่ยนขาที่ได้พบที่ร้านเลย
ทว่าเช้ายันเย็นก็ไม่มีขาไหนที่เข้ากันได้เลย 

จนมาถึงร้านพี่สาวคนหนึ่งซึ่งไม่ได้เป็น พริตตี้แว่น แต่อย่างใด แกมองเห็นผมแกะขาแว่นมาลองหลายๆอันแล้วก็ไม่เข้ากันได้สักที แกจึงบอกผมเชิงเวทนาว่า ทำไมไม่ลองหากรอบที่เอาเลนส์เดิมใส่ได้ล่ะน้อง พร้อมยื่นมือมาเอากรอบแว่นที่ขาหักของผมไปแล้วถอดเลนส์ใสๆออกมายัดเข้าไปในกรอบอันใหม่โดยใช้เวลาไม่เกินหนึ่งนาที

ผมนิ่งและอึ้งไปพักนึง พร้อมสบถในใจ ทำไมเราคิดไม่ได้ว่ะ เรื่องฉลาดๆอย่างนี้

สุดท้าย ผมได้กรอบแว่นใหม่พร้อมเลนส์อันเดิมสมใจซึ่งทำให้สายตาของผมกลับมามองโลกชัดเจนอีกครั้ง ในราคาสดใสแค่ สองร้อยบาท